บันทึกน้ำท่วม 2554
ในวันที่น้ำทะลักเข้าหมู่บ้าน ผมจะเข้าไปอัปเดตสถานการณ์ในหน้า “น้ำขึ้น ให้รีบบอก” ในเฟซบุ้ค รวมถึงอัปเดตทางทวิตเตอร์ พอดีเจอข้อความต้องการความช่วยเหลือจากพี่คนหนึ่งที่พักอยู่ที่หมู่บ้านเดียวกัน ผมอยู่กลางหมู่บ้านแต่พี่เขาอยู่ท้ายหมู่บ้านที่น้ำท่วมมิดหัวแล้ว
หลังจากความพยายามติดต่อหน่วยงานต่างๆเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ล้มเหลว ผ่านไป 48 ชั่วโมง พี่คนที่ต้องการความช่วยเหลือก็ติดต่อมาเป็นระยะ ๆ ในวันที่ผมตัดสินใจหนีออกจากพื้นที่น้ำท่วม นอกจากสัมภาระของตัวเองแล้ว ยังมีพันธะกิจที่ต้องช่วยพี่เขาออกมาด้วย เลยพยายามทุกทางเพื่อหาทางว่าจ้างเรือกลับเข้าไปรับ จนพาออกมาจนได้ รวมถึงได้แวะรับป้าคนหนึ่งติดเรือออกมาด้วย
นี่คือเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูดถึง “ศรัทธา” (** อ้างอิง **)
แต่เสียดายที่ตอนที่หลบหนี ระบบสื่อสารถูกตัดขาดทำให้ผมไม่เห็นข้อความที่ส่งมาทางทวิตเตอร์ขอความช่วยเหลืออีก 4-5 ชีวิต ทำไมสิ่งที่เราต่อสู้ด้วยมักใหญ่เกินตัวเราเสมอ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงคำถามที่ผมถามพี่ที่รักเคารพคนหนึ่ง พี่จุฬาภรณ์ วิริยอุดมศิริว่า
“เคยไหมที่รู้สึกว่า เราไม่รู้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร”

ข้อความจากทวิตเตอร์ ที่ผมเพิ่งเห็นใน 3 วันถัดมา

ในวันที่น้ำท่วมอยุธยา มีคนขอความช่วยเหลือ มา ติดต่อประสานงานไปทั้งวัน ไม่มีเสียงสัญญาณตอบรับจากหน่วยงาน หรือ หน่วยราชการไหน เพราะทุกคนก็คงวุ่นวายไปหมด วันนั้นเหนื่อย และรู้สึกว่า ทำไม อะไรๆ มันดูยากจังและเราก็ไมไ่ด้อยู่ในพื้นที่ที่จะไปติดต่อหรือประสานงานอะไร ใดๆ ได้เลย
ในวันที่น้ำท่วมนครสวรรค์ พี่สาว น้ำท่วมบ้าน แต่ตัวและทรัพย์สินไม่เป็นอะไร เพราะเตรียมการไว้หมดแล้ว ก็อาศัย รับจ้างเรือไปขนของที่จำเป็นบางส่วนออกมา
อย่างนึงที่เรียนรู้มาตลอด ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และ ดำรงไว้ซึ่งความไม่ประมาทตลอดเวลา ถึงแม้คนอื่นจะว่าเราตื่นตูมก็เถอะ แต่สุดท้าย ได้มากกว่าเสียแน่นอนค่ะ
สวัสดีวันที่พี่อยู่ในที่แห้งนะคะ