บันทึกล่าสุด
เมืองไทยดี ทุกอย่าง เสียอย่างเดียวเน็ตช้า

ลีจุนกิ
อันนี้ผมไม่ได้พูดนะ พอดีอ่านหนังสือพิมพ์เจอข่าวนี้เข้า พระเอกหน้าสวยชาวเกาหลี “ลี จุน กิ” (เกือบเขียนผิดแล้ว) ผมเคยดูหนังที่แกเล่นนะ เรื่อง ‘The King and The Clown’ จริงๆแล้วไม่ชอบหนังเกาหลีซักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกหนังเศร้าพระเอกนางเอกจะชีวิตรันทดเกินเหตุ ที่ไม่ชอบนี่ดูมาจะยี่สิบเรื่องเข้าให้แล้วมั้งเนี่ย
ที่เขียนบล็อกนี้ไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องดารานะ ความจริงจะเขียนเรื่อง Hi-Speed Internet Infrastructure ก็ของเกาหลีเค้าไปไกลมากแล้วอะ ทราบมั้ยครับว่าตั้งแต่ปี 2002 จำนวนคนใช้บรอดแบนด์หรืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในเกาหลี มีสัดส่วนเป็น 87% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด มากที่สุดเป็นอันดับหนึงของโลก ตามมาด้วยฮ่องกง (53%) ไต้หวัน (38%) สิงกะโป (25%) สหรัฐอเมริกา (19%) ฝรั่งเศส (13%) สวีเดน (12%) เยอรมัน (8%) ขณะที่อังกฤษกับอิตาลียังแค่ประเทศละ 4%
ข้อมูลข้างบนนั่นมันตั้งแต่ปี 2002 นะครับ ปัจจุบันนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันเหมือนคนเคยนั่งรถไฟหัวกระสุนอยู่ทุกวัน แล้วทะลึ่งมานั่ง รฟท. นั่นแหละ ก็เลยเกิดความ รู้สึกและพูดออกมาแบบนั้น
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนรับน้องใหม่ที่ มข. สถานีวิทยุในมหา’ลัยกำลังเปิดสปอตโฆษณาห้างใหม่ในขอนแก่น “แฟรี่พลาซ่า ห้างใหม่ บันไดเลื่อนนนๆๆๆ” รุ่นน้องผมที่เป็นน้องใหม่ที่มาจากกรุงเทพฯ
มัน ได้ยินสปอตแล้วหัวเราะก๊าก ร้องขึ้นว่า “โอ้ โห มีบันเลื่อนด้วยเว่ยเฮ่ย เฮ้ยๆ มีบันไดเลื่อนเว้ยๆๆ”
แต่ผมตื่นเต้นมากเลยนะ ไอ้บันไดเลื่อนเนี่ย
Windows Vistu
เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2007 มีเว็บไซต์นึงที่ล่มแล้วล่มอีก จนต้องปิดตัวไปชั่วคราว พอเปิดเว็บกลับมาอีกครั้งก็ล่มอีก เว็บไซต์นั้นชื่อ Ubuntu Studio สาเหตุเป็นเพราะผู้ใช้ทั่วโลกเข้าไปดาวน์โหลดเอาระบบปฏิบัติการที่มีชื่อ เรียกดังกล่าว
เจ้าตัวที่ว่านี้จริงๆแล้วมันก็คือ OS ผนวกกับแอพพลิเคชั่นสำหรับงานตัดต่อวิดีโอ ตัดต่อเสียงสำหรับห้องอัด รวมถึงการจัดการภาพด้วยลินุกซ์
Read Moreโดนด่าว่าไร้การศึกษาเพราะ…เตะหมา
คอนโดที่ผมอยู่ปัจจุบันเป็นที่อยู่แรกในกรุงเทพฯที่ผมมีเพื่อนบ้านมากกว่า 1 ครอบครัว ครอบครัวแรกเป็นห้องเกือบๆติดกัน คือน้องไอซ์กับแม่ซึ่งอยู่กับตาและยาย เป็นคนบ้านเดียวกันครับมาจากขอนแก่นเหมือนกัน ตอนผมมาอยู่แรกๆตายายน้องไอซ์จะขายอาหารที่ใต้คอนโด ก็ซื้อกับข้าวที่ยายน้องไอซ์ขาย ตอนแกเลิกขายซักสามสี่ทุ่ม ยายแกชอบเอากับข้าวที่เหลือจากการขายมาแบ่งให้ทุกวัน ผมเลยไม่ค่อยซื้อ รอของเหลือจากยายเอา แหะๆ ยายแกคงเห็นว่าขืนขายต่อเห็นทีจะแย่เพราะลูกค้าไม่คิดมาซื้อเลย มันรอแต่ของเหลือถ่ายเดียว อย่ากระนั้นเลยเลิกขายดีกว่า
อีกห้อง(ครอบครัว)นึง เป็นวัยรุ่นยุคใหม่เลยครับชื่อโปกับปิ๋ม ทั้งสองคนเรียนหนังสือและทำงานไปด้วยกัน รู้สึกน้องผู้ชายเพิ่งจบรับพระราชทานปริญญาบัตรมาหมาดๆ(นับถือๆ) ส่วนน้องผู้หญิงก็กำลังเรียนอยู่ สอบถามดูบอกเหลืออีกปีสองปีก็จะจบแล้ว
ตอนเย็นๆพวกเราชอบทำอาหารเย็นทานร่วมกันบ่อยๆ ส่วนผมออกแต่ตังค์กับอาหารสดในตู้เย็น ส่วนยายกับตาน้องไอซ์จะเป็นคนทำกับข้าว นานๆทีปิ๋มจะทำอาหารปักษ์ใต้เสริมรายการกับข้าวให้พวกเรากิน เป็นชีวิตในชั้น 8 ของคอนโดที่มีความสุขสงบพอสมควร
บนชั้นดาดฟ้าจะเป็นที่โล่งสำหรับเดินเล่นครับ ผมชอบพาน้องไอซ์ขึ้นไปถ่ายรูปเล่นบ่อยๆ ข้อดีของดาดฟ้าคือกลางวันแดดจะร้อนและลมแรงมากๆ เหมาะแก่การนำเสื้อผ้าที่ซักแล้วไปตากเป็นอย่างยิ่ง ผมไม่เคยทำหรอกแต่ตาน้องไอซ์เคยเอาตุ๊กตาหมีของน้องไอซ์ขึ้นไปตาก ผลก็คือ ตุ๊กตาหมีแห้งและหายวับไปในชั่วไม่เกินครึ่งชั่วโมง
วันนี้ผมซักเสื้อผ้าก่อนที่จะไม่มีใส่ จริงๆแล้วที่ระเบียงหลังห้องก็มีพื้นที่อย่างดีเอาไว้ตากเสื้อผ้าที่ซัก แต่วันนี้ไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ผมนึกไงไม่รู้ ดูเสื้อผ้าเก่าๆที่ซักคิดว่าคงไม่มีใครมาขโมยหรอกมั้ง เลยเอาขึ้นไปตากบนดาดฟ้า
อีตอนขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าเมื่อหัวค่ำนี่สิ สงสัยผมก้าวขาออกนอกห้องผิดข้าง พอโผล่ขึ้นไปบนดาดฟ้าเจอหมาฝูงนึง ในใจก็นึกแล้วว่า’ไมมันเยอะจังหวา พอเดินไปที่ราวที่เอาไปตั้งเพื่อตากเสื้อผ้า จังหวะสบตาทั้งสามตัวผมโทรจิตหามันว่าอย่านะเฟ้ย แต่หมามันไม่ได้ยินทั้งเห่าทั้งวิ่งมาเลยสามตัว ทุกตัวก้มต่ำเล็งข้อเท้าผมราวกับว่าเป็นขาเป็ดตุ๋นสำหรับไหว้เช็งเม้ง ไอ้เราก็คำนวนทิศทางและความเร็วของมันจนถึงวิสัยที่ต้องเบรคได้ แต่มันไม่ยอมหยุดแฮะ เลยยกข้อเท้าหลบ มันเล็งและเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เท้าอีกข้างของผมที่ยืนทรงตัวอยู่ เฮ้ย..เอาจริงเว่ยเฮ้ย ผมนึก จังหวะนั้นเท้าขวาที่ยกลอยพื้นอยู่เลยกระแทกส้นลงไปที่หลัง ร้องเอ๋งไปหนึ่งตัว อีกเสียงนึงที่ได้ยินตามมาคือเสียงมนุษย์ดังมาก ผมก็ใจชื้นขึ้นมา
เฮ้อ ดีขึ้นมาหน่อยเจ้าของอยู่ด้วย จะได้ร้องห้ามหมาหมู่นี้ได้ แต่เสียงที่ผมได้ยินคือ
“เฮ้ย เตะหมาทำไม เดี๋ยวกูก็ปล่อยกัดแม่งซะหรอก”
โอ้โห พี่ครับ ที่สามตัวมันรุมผมอยู่นี่ พี่เรียกว่าอะไรเหรอครับ ผมนึกในใจพร้อมมึนกับเสียงที่ได้ยิน แทนที่จะเป็นเสียงห้ามไม่ให้หมากัดคน ดันเป็นเสียงด่าคนที่ไปเตะหมาซะนี่ ช่วงนี้หมาสามตัวยังชุลมุลข้อเท้าผมอยู่ ส้นเท้าผมก็แจกไปให้อีกหนึ่งตัว
เสียงมาอีกแล้ว “มึงเก่งใช่มั้ย อย่าเพิ่งไปไหนนะมึง”
ผมได้ยินแต่เสียงนะครับ ยังไม่ได้มองหาเจ้าของเสียงเพราะมัวแต่ระวังหมาสามตัวนี้อยู่ ช่วงที่ผมกำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าของเสียงก็รวบรวมหมาของตัวเอง พาลงจากดาดฟ้าตึก ผมถึงสังเกตุว่าเป็นเด็กผู้หญิงอายุราวๆเด็กมัธยม ผมก็คิดแล้วว่า…จะไปพาพวกวินมอ’ไซค์มาตื๊บกรูป่าวหว่า ว่าแล้วก็เก็บเสื้อผ้าลงตะกร้าได้ครึ่งหนึ่ง เสียงมาก่อนตัวแบบ hi-key เลย
“นั่นแม่ ไอ้คนนั้นมันเตะหมาเรา”
“ไหน คนไหน”
“ไอ้คนนี้”
คนแม่ “ไหน เตะหมาทำไม”
คนลูก “รักสัตว์เป็นบ้างมั้ย”
คนแม่ “พูดมา เตะหมาฉันทำไม”
คนลูก “ทำร้ายสัตว์ทำไม เป็นคนรึป่าว”
คนแม่ “เงียบทำไม มาทำร้ายหมาฉัน หมาฉันกัดคุณแล้วหรือยัง”
คนลูก “หนูไม่ยอมนะแม่”
ช่วงนี้ผมยังหันหลังให้ เพราะเก็บเสื้อผ้ายังไม่เสร็จ ในใจผมคิดอยู่อย่างเดียว
“กูมาเก็บผ้าาาาาาาาาา ลีฝ กู อะโล้น ปลี๊ส”
เก็บของไปพลางฟังเสียงคุณแม่ feat. ลูกสาว แร็พเสียงสูงให้ฟังไปเรื่อยๆ
จนเก็บเสื้อผ้าเสร็จแหนะ หันมาเจอคุณแม่คุณลูกสาวยืนรอเอาเรื่อง โดยเฉพาะคุณลูกสาว
“หนูไม่ยอมนะแม่ ต้องให้มันขอโทษหมาหนูให้ได้ ไม่งั้นหนูไม่ยอม”
โอ้โฮ ให้ขอโทษหมา แบบนี้จะคุยกันรู้เรื่องมั้ยน้อ ผมเลยลองพยายามดู
“ขอโทษนะครับ สมมุติว่า”
“หมาฉันกัดคุณหรือยัง หา หมาฉันกัดคุณหรือยัง”
“เอ่อ สมมุติว่า”
“แม่ ให้มันขอโทษหมาหนูก่อน ไม่งั้นหนูไม่ยอม”
“เอ่อ สมมุติว่า”
“ถ้าหมาฉันกัดใคร ฉันรับผิดชอบ คุณเอาสิทธิอะไรมาทำร้ายหมาฉัน”
“สมมุติว่า..”
“ฉันอยู่นี่มา 7 ปี คุณมาอยู่เมื่อไร อยู่ห้องไหนบอกมา”
“คุณไม่พยายามฟังผมเลย ผมไปดีกว่า” ผมรู้แล้วว่าคุยกันไม่รู้เรื่องแน่นอน เลยหาทางกลับห้องดีกว่า
“เป็นคนหรือเปล่า มึงเป็นคนหรือเปล่า”
เสียงคนที่เป็นลูกสาวเสียงเครือชี้หน้าผม คงโกรธผมจนกลั้นไม่อยู่ คนแม่เลยพูดต่อ
“งั้นพูดมาซิ พูดมา” คนแม่พูดพลางมองหน้าผม
“สมมุติว่า” สาบานว่าผมกำลังพูดอยู่
“หมาฉันมันไปทำอะไรให้ หมาฉันกัดคุณหรือยัง พูดมาสิพูดมา” เสียงคนที่เป็นแม่
เอ่อ คุณพี่คร้าบ กรูกำลังพยายามพูดอยู่คร้าบ มรึงก็ปล่อยให้ผมพูดบ้างสิคร้าบ ผมนึกในใจ
“คุณไม่ให้ผมพูดเลย” ผมบอกทั้งสองแม่ลูก
“ฉันให้คุณพูดแล้ว อะ พูดมา” เสียงคนแม่
“แม่บอกมันขอโทษก่อน ไม่งั้นหนูไม่ยอม” เสียงคนลูก
“อย่างว่าแหละลูก คนเราการศึกษามันต่างกัน คนที่มีการศึกษาเขาไม่ทำร้ายสัตว์หรอก”
ช็อตนี้ ผมแทบหลุดก๊ากออกมา พลางนึกสองแม่ลูกคนนี้ ชะรอยจะใช้ชีวิตหน้าจอทีวีตอนสามทุ่มมากเกินไปแล้ว ผมดูคนแม่ สีหน้าแกภูมิใจมากที่คิดคำขึ้นมาหลอกด่าผมได้
“สมมุติว่าคุณยืนอยู่เฉยๆ” ผมยังไม่ล้มเลิกโครงการอธิบาย
“คุณอยู่ห้องไหน บอกมา”
ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ คนแม่มันมาอีกแล้ว ผมเลยบอกชื่อห้องแกไป ไม่รู้ว่าอยากรู้ทำไมนักหนา
“ว่าแล้ว น้ำหน้าแบบนี้ก็คงอยู่ได้แค่ห้องแบบนี้แหละ” คนแม่หันไปพูดกับลูกสาว
ผมก็นึกในใจ บ๊ะ ช่อง 3 นี่ดีวุ๊ย ส่งตัวละคอนแม่ลูกมาเล่นให้ดูสดๆถึงบ้านด้วย
“อย่างว่าแหละ คนเราการศึกษามันต่างกัน”
โอ้โฮ ตรูอยู่ห้องที่มีเตียงนอน มีโต๊ะทำงาน มีอินเตอร์เน็ตส่วนตัวให้ใช้ทำงาน หนาวก็มีผ้าห่มร้อนก็มีแอร์ น้ำก็มีให้อาบ(ถึงแม้จะขี้เกียจก็เถอะ) ครัวก็มีอยากกินข้าวก็หุง อยากนอนตรูก็นอน ตกลงตรูผิดตรงไหนฟระเนี่ย ผมเริ่มปรารภกับตัวเองในใจ
คนแม่ยังไม่หยุดพูดเรื่องการศึกษา บางวูบอารมณ์ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า เอ่อคุณพี่จบจากยอดมะพร้าวต้นไหนเหรอครับ แต่ผมว่าคงถามไม่สำเร็จ เพราะแค่การอธิบายว่าทำไมถึงเตะหมาของผมยังเป็นอภิมหาเม็กกะโปรเจ็คท์ ที่ทำให้สำเร็จยังไม่ได้
ไม่รู้ว่าเจ๊แกเหนื่อยหรืออะไร แกหยุดพูดแฮะ ผมได้โอกาสทองฝังเพชรรีบพูดเลย
“สมมุติว่าคุณยืนอยู่เฉยๆ แล้วมีหมาสามตัวเห่าและวิ่งเข้ามาหาข้อเท้าคุณ”
“แล้วหมาฉันกัดคุณหรือยัง” เสียงสูงปรี๊ดแทรกมาจนได้ แต่ผมคราวนี้ไม่หยุด
“ถ้าผมยืนเก็บเสื้อผ้าอยู่นี่ แล้วหมาของคุณอยู่โน่น(ผมชี้ไปที่ลานกว้างห่างออกไป 2-3 วา )
ขาผมจะยื่นไปถึงหมาของคุณหรือเปล่า” ไชโย…กูได้พูดจนจบแล้วโว้ย
“แล้วหมาได้กัดหรือเปล่า หา หมาได้กัดมึงหรือเปล่า” เป็นเสียงของคนที่เป็นลูกสาวครับ
“ถ้าหมาของฉันกัดคุณนะ ฉันยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง นี่หมาฉันกัดคุณหรือยัง”
มันจะกัดได้ไงละคร้าบเจ๊ ก็ผมถีบมันอยู่ ลองผมไม่ถีบสิ
“คอยดูนะฉันพาหมาไปหาหมอ ถ้าหมาฉันเป็นอะไรคุณต้องรับผิดชอบ”
“แม่บอกมันขอโทษเดี๋ยวนี้” ดูท่าลูกสาวจะให้ผมขอโทษหมาให้ได้
“เขาคงไม่ขอโทษหรอก ลูกดูนะ นี่แหละคนเราการศึกษามันต่างกัน”
ที่ผมใส่ๆเข้าไปในเครื่องหมายคำพูดนี่ โทนเสียงระดับน้องๆสนามบินสุวรรณภูมิเชียวนะครับ ถึงตอนนี้ผมเริ่มคิดอยากย้อนเวลากลับไปซักสิบนาที แล้วตอนขึ้นมาจะยืนเฉยๆแล้วจะบอกเชิญคุณหมาๆทั้งหลาย เชิญคร้าบกัดตามสบายเลยคร้าบ ผมว่าให้หมาๆกัดไปเสียยังจะสบายหูสบายใจกว่านี้แล้ว ผมเลยนิ่ง ถอนหายใจเบาๆ พร้อมส่ายหน้าด้วยความระอา (หลายๆอย่างเริ่มบอกผมว่าสองแม่ลูกนี้บ้านิหว่า ผมคิดแบบนั้นจริงๆ) แล้วก็เดินเลี่ยงเพื่อกลับห้อง
“มึง ทำหน้าแบบนั้นทำมั้ย มึงเยาะเย้ยเหรอ” เสียงจากคนที่เป็นลูก พร้อมเงื้อแขนวิ่งมา ดูการจรด วงสวิงแล้วคล้ายๆจะลงฝ่ามือที่หน้าผม ดีหน่อยคนแม่จับลูกสาวไว้ แต่คนแม่ไม่วายชี้มาที่ผม พร้อมส่งเสียงดังลั่นคอนโด
“มึงลงไปเลย กลับห้องมึงไป น้ำหน้าอย่างมึงคงอยู่ได้แค่ห้องแบบนั้นแหละ”
อ๋าวววววว ก็งามสิครับ ปล่อยให้คนบ้าด่าฟรีอยู่ตั้งนาน ก็เลยหยุดเดินหันกลับไปพูดเสียงต่ำว่า
“มึงนะแหละ พาลูกสาวมึงกลับไปเลย ก่อนที่กูจะตื๊บมากกว่าหมา”
ผมบ่นตัวเองในใจ กรูไม่น่าคิดตากผ้าที่นี่เล้ย แม่…งงงง ตากผ้าอยู่ระเบียงห้องมาเป็นชาติ
ไม่เคยมีปัญหากับหมาซักตัว
Read More


ความเห็นล่าสุด